ข้อที่ควรระวังในการให้นมขวด
1. อุณหภูมิของนมขวด ก่อนที่คุณจะเริ่มให้ลูกกินนมขวด ต้องตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำนมก่อนเสมอ ว่าร้อนเกินไปหรือเปล่า โดยการหยดน้ำนมลงบนด้านในของข้อมือ ทารกบางคน ก็กินนมเย็นๆ ได้ บางคนชอบอุ่นๆ
2. ถ้าคุณต้องการอุ่นนมขวดก่อนนำมาให้ลูกกิน วิธีอุ่นนมขวด: คุณแม่ควรนำนมขวดมาอุ่นในภาชนะ ที่ใส่น้ำอุ่นไว้ อย่าอุ่นนมในไมโครเวฟ เพราะนมอาจร้อนจัดเป็นบางแห่งได้
3. ควรมีอุปกรณ์ที่คุณต้องการไว้ใกล้ๆ ตัวก่อนที่คุณจะเริ่มให้นมขวด เพราะเมื่อคุณเริ่มให้นมขวดแก่ลูก จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นไปหยิบโน่นหยิบนี่อีก
4. ควรหาที่สบายนั่ง ที่คุณสามารถอุ้มทารกไว้ใน อ้อมกอดได้ขณะป้อนนมขวด หัวลูกอยู่บนข้อพับแขน หลังลูกแนบไปกับวงแขนของคุณ ประคองลูกให้แน่นๆ ให้ลูกนอนใน ลักษณะเอนขึ้นเล็กน้อยเพื่อจะได้ไม่สำลักเวลาดูดนม และหายใจได้สะดวกขึ้น ให้เวลาลูกคุณบ้าง ทารกบางคนดูดนมไปหลับไปก็มี แล้วตื่นขึ้นมาดูดนมต่อ ฉะนั้น ใจเย็นๆ ค่ะคุณแม่ ขอเวลาหนูหน่อย.....
5. หัวนมยาง ขณะที่คุณป้อนนมให้ลูก ควรยกปลายขวดนมให้สูงขึ้นเสมอ เพื่อให้น้ำนมท่วมมิดตรงฝา หรือให้น้ำนมเต็มจุกนม มิฉะนั้น ลูกคุณจะกลืนลมเข้าไปในท้อง ทำให้ท้องอืดได้ ถ้าจุกนมแบนหรือแฟบในขณะที่ลูกดูดนม ลองขยับหัวนมยางไปรอบๆ ปากลูกเพื่อไล่ให้อากาศไหลกลับเข้าไปในขวด หรือถอนหัวนมยางออกจากปากลูกอย่างเบามือ แล้วไล่อากาศ ถ้าหัวนมยางอุดตัน ควรเปลี่ยนอันใหม่ที่ผ่านการล้างสะอาดและฆ่าเชื้อแล้ว คุณอาจลองใช้หัวนมยางหลายๆ รูปทรงและรูที่ต่างกัน เพื่อดูว่าหัวนมยางแบบไหนที่ลูกคุณชอบและถูกใจ ถ้ารูหัวนมยางเล็กไป ลูกจะดูดได้ช้า ไม่ทันใจ ลูกอาจจะโมโห หงุดหงิด ถ้ารูหัวนมยางใหญ่เกินไป น้ำนมจะไหลเร็วจนลูกดูดไม่ทัน และอาจสำลักนมได้ นอกจากนั้น คุณแม่ต้องตรวจสอบ หัวนมยางเสมอว่าไม่มีการฉีกขาด หรือเสื่อมสภาพ
6. ภายหลังจากที่ลูกกินนมจนอิ่มแล้ว ควรไล่ลมให้ลูกเรอ โดยการลูบหลังเบาๆ หรือตบหลังลูกเบาๆ
7. หลังจากที่ลูกอิ่มนมแล้วแต่ยังมีนมเหลืออยู่ก้นขวด เพราะลูกกินไม่หมด ควรทิ้งไปเสีย ไม่ควรเก็บไว้ จากนั้นจึงรีบล้างทำความสะอาดขวดนมทันที
8. ถ้าลูกร้องระหว่างมื้อนม อาจเป็นเพราะลูกกระหายน้ำก็ได้ ลองให้น้ำสะอาดต้มสุกที่เย็นแล้วให้ลูกดื่มแทน ขวดน้ำนี้ก็ต้องผ่านการล้างสะอาดและฆ่าเชื้อแล้วเช่นเดียวกัน น้ำต้มสุกจะช่วยได้ในกรณีที่ลูกท้องผูกด้วย นอกนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้เครื่องดื่มอื่นใด แก่ลูกวัยแรกเกิดนอกจากนมและน้ำสะอาดต้มสุก
วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552
นมแม่ - นมขวด
ทั้งนมแม่และนมขวดต่างดูเหมือนว่าจะมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อทารกไม่น้อยทั้งคู่ แต่นมแม่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก ทั้งสะดวกในการให้ลูกกินนม และมีสารอาหารครบถ้วนที่ทารกต้องการในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น น้ำ, โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ นมแม่มีสาร อาหารซึ่งให้ภูมิต้านทานโรคแก่ทารก จนกว่าระบบสร้างภูมิต้านทาน ของทารกจะสมบูรณ์พอ เด็กที่กินนมแม่จึงมีภูมิต้านทานโรคติดเชื้อต่างๆ ดีกว่า และทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องระบบการย่อยอาหาร ทั้งยังป้องกัน อาการภูมิแพ้ต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากนั้น ผลการศึกษาจากหลายสถาบัน แนะนำว่าเด็กที่กินนม แม่มักทำคะแนนได้สูงกว่าเด็กกินนมขวด เมื่อมีการวัดผลทาง IQ ในเวลาต่อมาที่โตพอจะทดสอบได้ ยิ่งไปกว่านั้น นมแม่สามารถทานได้ทุกเวลา ไม่เสียค่าใช้จ่าย และผ่านการฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว แต่มีข้อสำคัญ อย่างหนึ่งที่คุณแม่พึงจดจำเสมอก็คือ คุณแม่ที่ให้นมลูกควรทาน อาหารที่มีคุณค่าได้สัดส่วนและมีโปรตีนสูง ทั้งนี้ตัวคุณแม่ต้องการ แคลอรี่เพิ่มขึ้นจำนวน 500 แคลอรี่ต่อวัน และควรดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้มากด้วย ถึงแม้ว่าลูกจะได้รับนมแม่เพียงแค่ 2 - 3 สัปดาห์แรกเท่านั้น แต่นมแม่ก็ยังให้ประโยชน์กับทารกอยู่ดี และการให้นมลูกยัง เป็นผลดีต่อตัวคุณแม่เองด้วย - ช่วยปกป้องจากโรคร้ายที่เต้า นมในระยะหลังจากนั้น ทั้งยังช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่ลด ง่ายหลังคลอดอีกด้วย ทั้งทารกที่กินนมแม่และทารกกินนมขวดควรได้รับการให้นมทุกๆ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แม้ว่าทารกที่กินนมขวดอาจอิ่มนานกว่า ในแต่ละมื้อ หลังจากเดือนแรกจำนวนมื้อนมจะลดลงแต่ลูกจะ ทานมากขึ้น สองอาทิตย์แรกเกิดลูกจะทานนมประมาณ 18 - 22 ออนซ์ต่อวัน แต่เมื่อครบ 1 เดือนจะเพิ่มเป็น 25 ออนซ์
ความสำคัญของนมแม่
ผลดีต่อลูก
1. ได้รับสารอาหารครบถ้วน สมดุล และพอเหมาะแก่ความต้องการของทารก ไม่ทำให้ทารกเป็นโรคขาด สารอาหารหรือโรคอ้วน
2. ได้รับสารอื่นนอกเหนือไปจากสารอาหาร เช่น ฮอร์โมน เอ็นไซม์ สารควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะ ที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย และการทำงานของอวัยวะบางระบบ
3. ได้รับภูมิคุ้มกันโรคและสารต่อต้านเชื้อโรค
4. ลดอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน และโรคฟันผุในเด็ก
5. ได้รับความรัก ความอบอุ่น และความเอาใจใส่จากแม่
ผลดีต่อแม่
1. ทำให้มดลูกหดตัวดี เข้าอู่เร็ว ขับน้ำคาวปลาได้ดีจากผลของฮอร์โมน
2. ทำให้แม่รูปร่างกลับคืนดีเร็ว เพราะแม่ได้ใช้ไขมันที่สะสมไว้ระหว่างตั้งครรภ์มาใช้ผลิตน้ำนมให้ลูก
3. ทำให้แม่มีความเป็นแม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความรู้สึกผูกพันกับลูก
4. ทำให้ระยะท้องว่างระหว่างตั้งครรภ์ยาวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว ไม่เคยเว้นการให้นมลูกเกิน 5 ชั่วโมง และประจำเดือนยังไม่มา จะมีโอกาสไม่ตั้งครรภ์ถึง 98%ในระยะหกเดือนแรกหลังคลอด เป็นการช่วยวางแผนครอบครัวด้วย
5. ไม่เสียเวลา เพราะนมแม่มีพร้อมที่จะให้อยู่เสมอ ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ
6. ประหยัดรายจ่ายของครอบครัว ช่วยให้แม่ที่ให้ลูกกินนมตัวเองนานเกิดมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่น้อยลง
1. ได้รับสารอาหารครบถ้วน สมดุล และพอเหมาะแก่ความต้องการของทารก ไม่ทำให้ทารกเป็นโรคขาด สารอาหารหรือโรคอ้วน
2. ได้รับสารอื่นนอกเหนือไปจากสารอาหาร เช่น ฮอร์โมน เอ็นไซม์ สารควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะ ที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย และการทำงานของอวัยวะบางระบบ
3. ได้รับภูมิคุ้มกันโรคและสารต่อต้านเชื้อโรค
4. ลดอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน และโรคฟันผุในเด็ก
5. ได้รับความรัก ความอบอุ่น และความเอาใจใส่จากแม่
ผลดีต่อแม่
1. ทำให้มดลูกหดตัวดี เข้าอู่เร็ว ขับน้ำคาวปลาได้ดีจากผลของฮอร์โมน
2. ทำให้แม่รูปร่างกลับคืนดีเร็ว เพราะแม่ได้ใช้ไขมันที่สะสมไว้ระหว่างตั้งครรภ์มาใช้ผลิตน้ำนมให้ลูก
3. ทำให้แม่มีความเป็นแม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความรู้สึกผูกพันกับลูก
4. ทำให้ระยะท้องว่างระหว่างตั้งครรภ์ยาวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว ไม่เคยเว้นการให้นมลูกเกิน 5 ชั่วโมง และประจำเดือนยังไม่มา จะมีโอกาสไม่ตั้งครรภ์ถึง 98%ในระยะหกเดือนแรกหลังคลอด เป็นการช่วยวางแผนครอบครัวด้วย
5. ไม่เสียเวลา เพราะนมแม่มีพร้อมที่จะให้อยู่เสมอ ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ
6. ประหยัดรายจ่ายของครอบครัว ช่วยให้แม่ที่ให้ลูกกินนมตัวเองนานเกิดมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่น้อยลง
นมแม่ดีที่สุด
· นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดของทารก อุดมด้วยสารอาหารสำคัญๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกายของทารกในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับ 6 เดือนแรกของชีวิต
· เมื่อแรกเกิด ระบบป้องกันการติดเชื้อของทารกยังทำงานได้ไม่ดีนัก นมแม่ซึ่งมีสารอาหารซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของทารกติดเชื้อได้ง่าย เช่น โรคหวัด, ไอ, การติดเชื้อในหูและท้อง
· ทารกซึ่งเลี้ยงด้วยนมแม่มักจะไม่ค่อยเป็นโรคภูมิแพ้
· นมแม่ย่อยง่าย ทำให้ทารกไม่เป็นโรคปวดท้อง และท้องผูก
· ในน้ำนมแม่มีกรดไขมันชนิดที่ช่วยในการพัฒนาเซลล์สมองให้เจริญ เติบโต
· จากการค้นคว้าพบว่าทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ซึ่งมาจากครอบครัว ที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน (Diabetes) ในตอนเด็ก มักจะไม่ค่อยได้รับโรคในเวลาต่อมา ส่วนในรายที่สงสัยอาจมีอาการแพ้โปรตีนในนมวัว
· นมแม่ทำให้แม่และลูกใกล้ชิดกัน สามารถ สร้างความอบอุ่นและความมั่นคงทางจิตใจ ให้ทารกยามทานนมจากอกแม่และอยู่ใน อ้อมแขนของแม่บุคคลที่เขารักที่สุดในโลก
· การให้นมแม่เป็นการกระตุ้นให้มดลูกกลับเข้าอู่โดยเร็ว คือการกลับไปมีขนาดเท่าเดิมก่อนตั้งครรภ์
· ไขมันที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ จะถูกนำมาสร้างน้ำนมแม่ นั่นหมายความว่าไขมันของคุณจะลดน้อยลงและรูปร่างคุณ จะคืนรูปเร็วขึ้น
· ทารกที่ได้รับนมแม่จะมีพัฒนาการฟันที่ดี เนื่องจากต้องออกแรงดูดนมแม่มากกว่าการดูดนมจากขวด เป็นการบริหารขากรรไกรไปในตัว
· จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า ทารกที่ทานนมแม่ส่วนใหญ่มักไม่เป็นผื่นผ้าอ้อม
· จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า การให้นมแม่ทำ ให้มารดาลดอัตราความเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม
· ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หากได้รับนมแม่ทำให้มีพัฒนาการทางร่างกายดีขึ้น
· นมแม่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป อยู่ในภาชนะบรรจุเรียบร้อย สะอาด ปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องผสมสิ่งอื่น และที่สำคัญฟรีค่ะ
· นมแม่ให้ความสะดวกรวดเร็ว ไม่เสียเวลาในการชงนม สามารถให้ทารกยามหิวหรือกระหายน้ำได้ทันที ทุกสถานที่ ทุกเวลาแม้ว่าจะเป็นเวลาตี 1!
· ทารกที่ได้รับนมแม่จะยอมรับอาหารเสริมเมื่อถึง เวลาต้องให้อาหารเสริมได้ดีกว่าทารกที่ทานนมขวด เนื่องจากทารกที่ทานนมแม่มีความคุ้นเคยกับอาหาร และเครื่องดื่มที่มารดารับ ประทานเข้าไปในร่างกาย
· เมื่อแรกเกิด ระบบป้องกันการติดเชื้อของทารกยังทำงานได้ไม่ดีนัก นมแม่ซึ่งมีสารอาหารซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของทารกติดเชื้อได้ง่าย เช่น โรคหวัด, ไอ, การติดเชื้อในหูและท้อง
· ทารกซึ่งเลี้ยงด้วยนมแม่มักจะไม่ค่อยเป็นโรคภูมิแพ้
· นมแม่ย่อยง่าย ทำให้ทารกไม่เป็นโรคปวดท้อง และท้องผูก
· ในน้ำนมแม่มีกรดไขมันชนิดที่ช่วยในการพัฒนาเซลล์สมองให้เจริญ เติบโต
· จากการค้นคว้าพบว่าทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ซึ่งมาจากครอบครัว ที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน (Diabetes) ในตอนเด็ก มักจะไม่ค่อยได้รับโรคในเวลาต่อมา ส่วนในรายที่สงสัยอาจมีอาการแพ้โปรตีนในนมวัว
· นมแม่ทำให้แม่และลูกใกล้ชิดกัน สามารถ สร้างความอบอุ่นและความมั่นคงทางจิตใจ ให้ทารกยามทานนมจากอกแม่และอยู่ใน อ้อมแขนของแม่บุคคลที่เขารักที่สุดในโลก
· การให้นมแม่เป็นการกระตุ้นให้มดลูกกลับเข้าอู่โดยเร็ว คือการกลับไปมีขนาดเท่าเดิมก่อนตั้งครรภ์
· ไขมันที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ จะถูกนำมาสร้างน้ำนมแม่ นั่นหมายความว่าไขมันของคุณจะลดน้อยลงและรูปร่างคุณ จะคืนรูปเร็วขึ้น
· ทารกที่ได้รับนมแม่จะมีพัฒนาการฟันที่ดี เนื่องจากต้องออกแรงดูดนมแม่มากกว่าการดูดนมจากขวด เป็นการบริหารขากรรไกรไปในตัว
· จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า ทารกที่ทานนมแม่ส่วนใหญ่มักไม่เป็นผื่นผ้าอ้อม
· จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า การให้นมแม่ทำ ให้มารดาลดอัตราความเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม
· ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หากได้รับนมแม่ทำให้มีพัฒนาการทางร่างกายดีขึ้น
· นมแม่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป อยู่ในภาชนะบรรจุเรียบร้อย สะอาด ปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องผสมสิ่งอื่น และที่สำคัญฟรีค่ะ
· นมแม่ให้ความสะดวกรวดเร็ว ไม่เสียเวลาในการชงนม สามารถให้ทารกยามหิวหรือกระหายน้ำได้ทันที ทุกสถานที่ ทุกเวลาแม้ว่าจะเป็นเวลาตี 1!
· ทารกที่ได้รับนมแม่จะยอมรับอาหารเสริมเมื่อถึง เวลาต้องให้อาหารเสริมได้ดีกว่าทารกที่ทานนมขวด เนื่องจากทารกที่ทานนมแม่มีความคุ้นเคยกับอาหาร และเครื่องดื่มที่มารดารับ ประทานเข้าไปในร่างกาย
เรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่มือใหม่
เรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่มือใหม่
คุณแม่มือใหม่เมื่อมีเวลาอยู่กับลูก ก็มักจะคอยเฝ้าสังเกตลูกอย่างละเอียด ซึ่งพอพบสิ่งอะไรๆ ที่ไม่แน่ใจก็จะเกิดความวิตกกังวล ทำให้เสียความมั่นใจในการเลี้ยงดูลูก เกิดความเครียด จึงมักจะมีคำถามเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของลูก มาถามคุณหมอกันดังนี้
กังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัว
ช่วงสัปดาห์แรกของทารก ถึงแม้ลูกจะดูดนมได้ดี ก็ยังจะมีน้ำหนักตัวลดลงได้ ถึงร้อยละ 10 ของน้ำหนักแรกเกิด ทั้งนี้เพราะในช่วงวันแรกๆ ลูกอาจจะยังใช้เวลานอนค่อนข้างมากตลอดวัน และยังไม่ค่อยสนใจที่จะดูดนม บางทีพอเริ่มให้ดูดนมไปได้แป๊บเดียว ก็หลับไปซะแล้ว และลูกจะเริ่มมีการขับถ่ายปัสสาวะ, อุจจาระ และมีการสูญเสียความชื้นทางผิวหนัง เช่น เหงื่อ และทางลมหายใจ โดยเฉพาะในทารกที่ได้นมแม่เพียงอย่างเดียว อาจจะมีนำหนักลดลงได้มากกว่านี้ เพราะส่วนใหญ่น้ำนมแม่จะยังไม่มีมามากพอจนกว่าเข้าวันที่ 3-4 หลังคลอด ในรายที่พบว่าน้ำหนักของลูกในช่วงอายุไม่กี่วันนี้ ลดลงมากกว่าร้อยละ 10 และ/หรือ มีปัสสาวะออกน้อย บางครั้งมีปัสสาวะสีแดงเหมือนตะกอนสีอิฐ แสดงว่าลูกมีปัญหาได้รับนม/น้ำไม่พอ ควรปรึกษาแพทย์
กังวลเกี่ยวกับผื่นต่างๆ ตามแก้มและตามตัว
แม้ว่าคุณแม่กำลังภูมิใจที่ลูกมีผิวที่บางสวยแบบทารก แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน คุณแม่หลายท่านก็จะเริ่มกังวลที่มองเห็นผื่นจุดเล็กจุดน้อย ตามแก้ม และตามตัว ซึ่งผื่นเหล่านี้จะมีหลายชนิด และบางครั้งดูจะเป็นมากจนน่าตกใจ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้เป็นโรคผิวหนังอะไร และมักจะจางลงจนหายไปเองในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ได้แก่
1. สิวทารก ( Baby acne) คือ เม็ดขาวๆ ฐานแดงๆ ตามแก้มเหมือนสิว ซึ่งมีคำอธิบายว่าอาจเป็นจากการที่ยังมีผลของฮอร์โมนอิสโตรเจนจากแม่มาทำให้ลูกมี สิวทารกนี้ขึ้น แต่ก็มักจะหายไปเองในเวลาไม่นาน
2 . milia คือ จุดเม็ดขาวๆ เล็กอยู่เป็นกลุ่มที่บริเวณจมูก และแก้ม ที่เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ซึ่งจะหายไปเองได้
3. Erythema intoxicum ผื่นเม็ดแดงๆ ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง ที่มีหัวบางส่วนเป็นสีขาว หรือสีเหลือง กระจายไปตามหลังและตามหน้าอกเป็นบริเวณกว้าง ทำเอาคุณแม่มือใหม่หลายคนตกใจ ซึ่งมักจะพบในทารกอายุเพียงไม่กี่วัน (ส่วนใหญ่เกิดในทารกอายุน้อยกว่า 10 วัน) และมักจะหายไปเองใน 3-5 วันต่อมา โดยไม่ต้องการรักษาแต่อย่างใด
4. Seborrheic dermatitis คือผื่นที่เป็นเหมือนสะเก็ดหนาๆ เป็นแผ่นหรือกระจุกบริเวณหนังศีรษะ กระหม่อมหน้า และอาจลามมาบริเวณหน้าผาก บริเวณหลังใบหู และระหว่างหัวคิ้วได้บ้าง สำหรับผื่นที่อาจจะมีอันตรายคือผื่นที่ดูลุกลามเร็ว และมีไข้ร่วมด้วย หรือผื่นแพ้แบบลมพิษ หรือมีอาการเห่อแดงแตกมีน้ำเหลืองซึมๆ (infantile eczema) หรือผื่นที่ดูจะลุกลามมากขึ้น หลังการให้การรักษาแบบทั่วๆไปแล้ว ควรปรึกษาแพทย์
กังวลเรื่องแหวะนมหรืออาเจียนบ่อย
ทารกโดยทั่วไปมักจะมีการแหวะนมปริมาณเล็กน้อย หลังทานนมอิ่ม หลังเรอแล้วจับนอน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้เพราะกล้ามเนื้อหูรูดส่วนที่ควบคุมหลอดอาหารกับกระเพาะในทารกยังทำงานไม่ได้ดีนัก โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อย จะมีปัญหาแหวะได้บ่อย แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนแหวะนมปนน้ำย่อยออกมาปริมาณมากบ้าง น้อยบ้างก็ตาม ซึ่งต้องการการฝึกฝนของคุณแม่ในการป้อนนม
พยายามอย่าให้เด็กกลืนลมมากไป โดยอาจต้องใช้ขวดนมชนิดพิเศษ ที่จะป้องกันการกลืนลม หรือขณะป้อนนมต้องคอยดูให้น้ำนมท่วมบริเวณจุกขวดเสมอ และควรจับให้เด็กเรอในระหว่างการป้อนนมและหลังจากทานนมจนอิ่มแล้ว อีกทั้งให้อุ้มลูกให้อยู่ในท่าศีรษะสูง เช่น อุ้มพาดบ่า สักพักจนกว่าลูกจะเรอได้พอควร ก่อนวางนอน จะช่วยลดการแหวะนมได้ และส่วนใหญ่ปัญหานี้จะดีขึ้นเองเมื่ออายุ 3-4 เดือน
ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยเช่นกันคือ การให้ทานนมมากเกินไป เนื่องจากแม่กลัวว่าลูกจะได้นมไม่พอ เมื่อเห็นลูกร้องไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ก็จะรีบป้อนนมให้ เพราะคิดว่าลูกหิว ซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อลูกมีนมอยู่ในปากก็จะดูดและทานนมต่อได้ ทำให้เด็กได้ทานนมเกือบตลอดเวลา จนได้ปริมาณมากเกินที่กระเพาะจะรับไหว ก็จะมีอาเจียนออกมา (ส่วนใหญ่จะมีนมออกมาปริมาณมากพอควร) จากนั้นก็จะรู้สึกสบายขึ้นพอหลับต่อได้ แต่ในเวลาไม่นานก็จะตื่นมาร้องหิว จะทานนมอีก เพราะอาเจียนนมออกไปจนกระเพาะว่างไปไม่นาน ทำให้เกิดเป็นวงจรการป้อนนมมากจนอาเจียน ที่เรียกว่า overfeeding ซึ่งคุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะทำเช่นนั้น โดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวว่าลูกจะทานไม่พอ หรืออาจเพราะเชื่อผิดๆว่าต้องให้ดื่มน้ำมากๆ หลังทานนม
นอกจากนี้บางสภาวะที่คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าพบว่าลูกอาเจียน แหวะนมบ่อย เช่น อาเจียนพุ่งค่อนข้างบ่อยหลังป้อนนมอิ่ม และน้ำหนักของลูกไม่ค่อยเพิ่มขึ้น ทำให้นึกถึง ภาวะกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารกับกระเพาะอ่อนแรงเกินไปเกิดการขย้อนกลับได้ง่าย ที่เรียกว่า gastro-esophageal reflux หรือ กล้ามเนื้อหูรูดของส่วนปลายกระเพาะกับลำไส้เล็กส่วนต้น มีลักษณะตีบแข็งเกินไป ที่เรียกว่า Pyloric stenosis ซึ่งเมื่อนึกถึงภาวะ 2 อย่างนี้แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติมที่เหมาะสมต่อไป เช่น การทำอัลตราซาวน์ หรือ การเอกซเรย์กลืนแป้ง ฯลฯ
กังวลว่าลูกหายใจแรง และบางครั้งมีไอ
ในบางครั้งอยู่เฉยๆ เด็กจะมีจาม หรือมีการหายใจแรงในช่วงที่ลูกกำลังดูดนม หรือกำลังร้องนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กจะต้องกลั้นหายใจ ขณะที่กำลังดูดและกลืนนม ในช่วงที่ลูกหิวมาก การดูดนมในตอนแรกจะค่อนข้างแรงและต่อเนื่อง จนผ่านไปสักพัก เด็กจะเริ่มดูดช้าลงหน่อย และมีระยะพักหายใจเป็นช่วงๆ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าลูกหายใจแรง ดูเหมือนเหนื่อย ในการร้องไห้ก็เช่นกัน เด็กจะร้องค่อนข้างมากและกลั้นหายใจไปด้วย ทำให้เหมือนกำลังดำน้ำ อีกทั้งมีน้ำตาออกมาทำให้ดูเหมือนหายใจครืดคราด เพราะน้ำตาออกมาทางรูจมูก และบางครั้งจะมีไอด้วย
คุณแม่หลายคนจึงกลัวว่าลูกจะเป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งปกติที่พบบ่อยในทารก อาการเหล่านี้จะแยกจากอาการหวัดที่ป่วยจริงตรงที่ว่า ถ้าเป็นหวัดจริงคุณจะพบว่าการหายใจของลูกจะครืดคราดค่อนข้างตลอดเวลา ทั้งช่วงทานนม และช่วงที่เขาอยู่สบายๆ เช่น นอนเล่นอยู่ สำหรับเด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจที่มีอาการแสดง จะพบว่า การดูดนมจะไม่ค่อยมีแรง และเด็กจะดูเหนื่อย หายใจเร็ว แม้ว่าจะนอนอยู่เฉยๆ จะดูดนมได้น้อย และถ้าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวจะพบว่า มีสีหน้าคล้ำตอนร้องไห้ และคล้ำตอนดูดนมร่วมด้วย ซึ่งถ้ากังวลมากก็ควรปรึกษาแพทย์
กังวลว่าลูกมีอุจจาระสีเข้มผิดปกติ หรือมีปัญหาท้องผูก ท้องเสีย
คุณแม่ส่วนใหญ่จะคอยเฝ้าสังเกตดูอุจจาระของลูก ซึ่งในช่วง 2-3 วันแรก จะเป็นอุจจาระที่เรียกว่า “ขี้เทา” (meconium) มีสีค่อนข้างดำเขียว ต่อมาเมื่อลูกทานนมได้ดีขึ้นอุจจาระก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง และเนื้ออุจจาระจะเป็นเละๆหน่อยในรายที่เลี้ยงด้วยนมแม่ เด็กบางคนจะถ่ายบ่อย แทบจะทุกมื้อ หลังทานนม ในช่วงแรกๆ และต่อมาก็จะเริ่มมีการถ่ายอุจจาระที่เหนียวขึ้น และห่างครั้งออกไป อาจเป็นเพียงวันละ 1-2 หน หรือเป็นวันเว้นวัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ถือว่าท้องผูก โดยให้ถือลักษณะของอุจจาระเป็นเกณฑ์สำคัญ คือ ในรายที่ท้องผูก อุจจาระจะเป็นก้อนแข็ง หรือเป็นเม็ดๆ และบางครั้งจะเจ็บ บางครั้งมีเลือดสดติดมากับก้อนอุจจาระ แต่ถ้าลักษณะของอุจาระเป็นเนื้อนุ่มหรือเหนียว แม้เด็กจะทำท่าร้องหรือเบ่งบ้าง ก็ไม่เป็นปัญหา ไม่เรียกว่าท้องผูก เช่นกัน ในเรื่องท้องเสีย ถ้าถ่ายเป็นน้ำจู๊ดๆ แม้เพียงครั้ง หรือ สองครั้งก็ถือว่าท้องเสีย และรายที่มีอุจจาระเละมาก เป็นมูกๆ หรือมีมูกเลือดปน แม้จะไม่กี่ครั้งก็ถือเป็นท้องเสีย ซึ่งควรปรึกษาแพทย์
คุณอาจจะเก็บตัวอย่างอุจจาระสดใส่ในขวดพลาสติคหรือถุงพลาสติกสะอาด นำไปให้แพทย์ดูด้วยก็ได้ การนำผ้าอ้อมที่เปื้อนอุจจาระไปให้ดูบางครั้งอุจาระที่มีจะค่อนข้างแห้งไปหมดจนดูรายละเอียดไม่ได้มาก และอาจทำให้ไม่สามารถส่งตรวจเพิ่มเติมได้ ในบางครั้งอุจาระที่เป็นปกติจะไม่เป็นสีเหลืองแต่จะเป็นสีเขียวปนเทา เพราะเป็นสีของน้ำดีหรือธาตุเหล็กในนมที่คลุกเคล้าอยู่ในอุจจาระ และขึ้นกับความถี่บ่อยของการถ่าย และชนิดของนมที่ใช้ด้วย นมผสมบางยี่ห้อจะทำให้อุจจาระมีสีค่อนข้างเข้มได้บ่อย และบางครั้งอุจาระจะมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรง ซึ่งไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด
กังวลว่าลูกร้องกวนมาก
เป็นเรื่องปกติที่ทารกจะร้องค่อนข้างบ่อยในช่วงเดือนแรกๆ เพราะการร้องเป็นวิธีเดียวที่ลูกจะใช้ในการสื่อสารกับคุณแม่ เพื่อบอกว่าเขาต้องการคุณแม่นะ แต่จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม คุณแม่ก็จะค่อยๆเรียนรู้เองว่า ลักษณะการร้องแบบนี้... สงสัยเดี๋ยวจะอึแน่........ ร้องแบบนี้...ท่าจะหิว......... ร้องแบบนี้...อยากให้อุ้ม ฯลฯ แต่ก็มีบางครั้งที่พบว่าเด็กจะร้องกวนโยเยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะทำอะไรๆให้ก็ไม่ถูกใจ ไม่ยอมหยุดร้อง และมักจะเป็นค่อนข้างบ่อยในเวลาตอนเย็น ร้องไปนานประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็จะเหนื่อยหลับไปเอง บางครั้งก็ดูเหมือนท้องอืดๆ มีลม ... กรณีเช่นนี้ก็คือการร้อง 3 เดือน หรือที่รู้จักกันในนาม โคลิก (colic) ซึ่งยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุ อาการโคลิกนี้จะหายไปเองในช่วงอายุประมาณ 3-4 เดือน
ถ้าคุณแม่กังวล ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งแพทย์ อาจจะมีการให้ยาขับลมเพื่อลดแกสในกระเพาะ ถ้ายังไม่ดีขึ้นบางครั้งอาจลองเปลี่ยนนมเป็นนมที่ทำให้มีแกสน้อย เช่น นมที่ไม่มีสารแลคโตส หรือในบางรายถ้านึกถึงกรณีแพ้นมวัว ก็ใช้นมสูตรพิเศษสำหรับลดปัญหาการแพ้นมวัว ที่เรียกว่า hypoallergenic formula หรือ นมถั่วเหลืองสำหรับทารกให้ลองใช้ดู ซึ่งทารกส่วนใหญ่มักจะมีอาการดีขึ้นและคลี่คลายปัญหาการร้องกวนไปในที่สุด แต่ก็ยังจะมีไม่กี่รายที่เป็นโคลิกตัวจริง ที่จะร้องกวนมากๆ ต่อไป
คุณแม่มือใหม่เมื่อมีเวลาอยู่กับลูก ก็มักจะคอยเฝ้าสังเกตลูกอย่างละเอียด ซึ่งพอพบสิ่งอะไรๆ ที่ไม่แน่ใจก็จะเกิดความวิตกกังวล ทำให้เสียความมั่นใจในการเลี้ยงดูลูก เกิดความเครียด จึงมักจะมีคำถามเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของลูก มาถามคุณหมอกันดังนี้
กังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัว
ช่วงสัปดาห์แรกของทารก ถึงแม้ลูกจะดูดนมได้ดี ก็ยังจะมีน้ำหนักตัวลดลงได้ ถึงร้อยละ 10 ของน้ำหนักแรกเกิด ทั้งนี้เพราะในช่วงวันแรกๆ ลูกอาจจะยังใช้เวลานอนค่อนข้างมากตลอดวัน และยังไม่ค่อยสนใจที่จะดูดนม บางทีพอเริ่มให้ดูดนมไปได้แป๊บเดียว ก็หลับไปซะแล้ว และลูกจะเริ่มมีการขับถ่ายปัสสาวะ, อุจจาระ และมีการสูญเสียความชื้นทางผิวหนัง เช่น เหงื่อ และทางลมหายใจ โดยเฉพาะในทารกที่ได้นมแม่เพียงอย่างเดียว อาจจะมีนำหนักลดลงได้มากกว่านี้ เพราะส่วนใหญ่น้ำนมแม่จะยังไม่มีมามากพอจนกว่าเข้าวันที่ 3-4 หลังคลอด ในรายที่พบว่าน้ำหนักของลูกในช่วงอายุไม่กี่วันนี้ ลดลงมากกว่าร้อยละ 10 และ/หรือ มีปัสสาวะออกน้อย บางครั้งมีปัสสาวะสีแดงเหมือนตะกอนสีอิฐ แสดงว่าลูกมีปัญหาได้รับนม/น้ำไม่พอ ควรปรึกษาแพทย์
กังวลเกี่ยวกับผื่นต่างๆ ตามแก้มและตามตัว
แม้ว่าคุณแม่กำลังภูมิใจที่ลูกมีผิวที่บางสวยแบบทารก แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน คุณแม่หลายท่านก็จะเริ่มกังวลที่มองเห็นผื่นจุดเล็กจุดน้อย ตามแก้ม และตามตัว ซึ่งผื่นเหล่านี้จะมีหลายชนิด และบางครั้งดูจะเป็นมากจนน่าตกใจ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้เป็นโรคผิวหนังอะไร และมักจะจางลงจนหายไปเองในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ได้แก่
1. สิวทารก ( Baby acne) คือ เม็ดขาวๆ ฐานแดงๆ ตามแก้มเหมือนสิว ซึ่งมีคำอธิบายว่าอาจเป็นจากการที่ยังมีผลของฮอร์โมนอิสโตรเจนจากแม่มาทำให้ลูกมี สิวทารกนี้ขึ้น แต่ก็มักจะหายไปเองในเวลาไม่นาน
2 . milia คือ จุดเม็ดขาวๆ เล็กอยู่เป็นกลุ่มที่บริเวณจมูก และแก้ม ที่เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ซึ่งจะหายไปเองได้
3. Erythema intoxicum ผื่นเม็ดแดงๆ ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง ที่มีหัวบางส่วนเป็นสีขาว หรือสีเหลือง กระจายไปตามหลังและตามหน้าอกเป็นบริเวณกว้าง ทำเอาคุณแม่มือใหม่หลายคนตกใจ ซึ่งมักจะพบในทารกอายุเพียงไม่กี่วัน (ส่วนใหญ่เกิดในทารกอายุน้อยกว่า 10 วัน) และมักจะหายไปเองใน 3-5 วันต่อมา โดยไม่ต้องการรักษาแต่อย่างใด
4. Seborrheic dermatitis คือผื่นที่เป็นเหมือนสะเก็ดหนาๆ เป็นแผ่นหรือกระจุกบริเวณหนังศีรษะ กระหม่อมหน้า และอาจลามมาบริเวณหน้าผาก บริเวณหลังใบหู และระหว่างหัวคิ้วได้บ้าง สำหรับผื่นที่อาจจะมีอันตรายคือผื่นที่ดูลุกลามเร็ว และมีไข้ร่วมด้วย หรือผื่นแพ้แบบลมพิษ หรือมีอาการเห่อแดงแตกมีน้ำเหลืองซึมๆ (infantile eczema) หรือผื่นที่ดูจะลุกลามมากขึ้น หลังการให้การรักษาแบบทั่วๆไปแล้ว ควรปรึกษาแพทย์
กังวลเรื่องแหวะนมหรืออาเจียนบ่อย
ทารกโดยทั่วไปมักจะมีการแหวะนมปริมาณเล็กน้อย หลังทานนมอิ่ม หลังเรอแล้วจับนอน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้เพราะกล้ามเนื้อหูรูดส่วนที่ควบคุมหลอดอาหารกับกระเพาะในทารกยังทำงานไม่ได้ดีนัก โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อย จะมีปัญหาแหวะได้บ่อย แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนแหวะนมปนน้ำย่อยออกมาปริมาณมากบ้าง น้อยบ้างก็ตาม ซึ่งต้องการการฝึกฝนของคุณแม่ในการป้อนนม
พยายามอย่าให้เด็กกลืนลมมากไป โดยอาจต้องใช้ขวดนมชนิดพิเศษ ที่จะป้องกันการกลืนลม หรือขณะป้อนนมต้องคอยดูให้น้ำนมท่วมบริเวณจุกขวดเสมอ และควรจับให้เด็กเรอในระหว่างการป้อนนมและหลังจากทานนมจนอิ่มแล้ว อีกทั้งให้อุ้มลูกให้อยู่ในท่าศีรษะสูง เช่น อุ้มพาดบ่า สักพักจนกว่าลูกจะเรอได้พอควร ก่อนวางนอน จะช่วยลดการแหวะนมได้ และส่วนใหญ่ปัญหานี้จะดีขึ้นเองเมื่ออายุ 3-4 เดือน
ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยเช่นกันคือ การให้ทานนมมากเกินไป เนื่องจากแม่กลัวว่าลูกจะได้นมไม่พอ เมื่อเห็นลูกร้องไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ก็จะรีบป้อนนมให้ เพราะคิดว่าลูกหิว ซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อลูกมีนมอยู่ในปากก็จะดูดและทานนมต่อได้ ทำให้เด็กได้ทานนมเกือบตลอดเวลา จนได้ปริมาณมากเกินที่กระเพาะจะรับไหว ก็จะมีอาเจียนออกมา (ส่วนใหญ่จะมีนมออกมาปริมาณมากพอควร) จากนั้นก็จะรู้สึกสบายขึ้นพอหลับต่อได้ แต่ในเวลาไม่นานก็จะตื่นมาร้องหิว จะทานนมอีก เพราะอาเจียนนมออกไปจนกระเพาะว่างไปไม่นาน ทำให้เกิดเป็นวงจรการป้อนนมมากจนอาเจียน ที่เรียกว่า overfeeding ซึ่งคุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะทำเช่นนั้น โดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวว่าลูกจะทานไม่พอ หรืออาจเพราะเชื่อผิดๆว่าต้องให้ดื่มน้ำมากๆ หลังทานนม
นอกจากนี้บางสภาวะที่คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าพบว่าลูกอาเจียน แหวะนมบ่อย เช่น อาเจียนพุ่งค่อนข้างบ่อยหลังป้อนนมอิ่ม และน้ำหนักของลูกไม่ค่อยเพิ่มขึ้น ทำให้นึกถึง ภาวะกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารกับกระเพาะอ่อนแรงเกินไปเกิดการขย้อนกลับได้ง่าย ที่เรียกว่า gastro-esophageal reflux หรือ กล้ามเนื้อหูรูดของส่วนปลายกระเพาะกับลำไส้เล็กส่วนต้น มีลักษณะตีบแข็งเกินไป ที่เรียกว่า Pyloric stenosis ซึ่งเมื่อนึกถึงภาวะ 2 อย่างนี้แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติมที่เหมาะสมต่อไป เช่น การทำอัลตราซาวน์ หรือ การเอกซเรย์กลืนแป้ง ฯลฯ
กังวลว่าลูกหายใจแรง และบางครั้งมีไอ
ในบางครั้งอยู่เฉยๆ เด็กจะมีจาม หรือมีการหายใจแรงในช่วงที่ลูกกำลังดูดนม หรือกำลังร้องนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กจะต้องกลั้นหายใจ ขณะที่กำลังดูดและกลืนนม ในช่วงที่ลูกหิวมาก การดูดนมในตอนแรกจะค่อนข้างแรงและต่อเนื่อง จนผ่านไปสักพัก เด็กจะเริ่มดูดช้าลงหน่อย และมีระยะพักหายใจเป็นช่วงๆ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าลูกหายใจแรง ดูเหมือนเหนื่อย ในการร้องไห้ก็เช่นกัน เด็กจะร้องค่อนข้างมากและกลั้นหายใจไปด้วย ทำให้เหมือนกำลังดำน้ำ อีกทั้งมีน้ำตาออกมาทำให้ดูเหมือนหายใจครืดคราด เพราะน้ำตาออกมาทางรูจมูก และบางครั้งจะมีไอด้วย
คุณแม่หลายคนจึงกลัวว่าลูกจะเป็นหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งปกติที่พบบ่อยในทารก อาการเหล่านี้จะแยกจากอาการหวัดที่ป่วยจริงตรงที่ว่า ถ้าเป็นหวัดจริงคุณจะพบว่าการหายใจของลูกจะครืดคราดค่อนข้างตลอดเวลา ทั้งช่วงทานนม และช่วงที่เขาอยู่สบายๆ เช่น นอนเล่นอยู่ สำหรับเด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจที่มีอาการแสดง จะพบว่า การดูดนมจะไม่ค่อยมีแรง และเด็กจะดูเหนื่อย หายใจเร็ว แม้ว่าจะนอนอยู่เฉยๆ จะดูดนมได้น้อย และถ้าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวจะพบว่า มีสีหน้าคล้ำตอนร้องไห้ และคล้ำตอนดูดนมร่วมด้วย ซึ่งถ้ากังวลมากก็ควรปรึกษาแพทย์
กังวลว่าลูกมีอุจจาระสีเข้มผิดปกติ หรือมีปัญหาท้องผูก ท้องเสีย
คุณแม่ส่วนใหญ่จะคอยเฝ้าสังเกตดูอุจจาระของลูก ซึ่งในช่วง 2-3 วันแรก จะเป็นอุจจาระที่เรียกว่า “ขี้เทา” (meconium) มีสีค่อนข้างดำเขียว ต่อมาเมื่อลูกทานนมได้ดีขึ้นอุจจาระก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง และเนื้ออุจจาระจะเป็นเละๆหน่อยในรายที่เลี้ยงด้วยนมแม่ เด็กบางคนจะถ่ายบ่อย แทบจะทุกมื้อ หลังทานนม ในช่วงแรกๆ และต่อมาก็จะเริ่มมีการถ่ายอุจจาระที่เหนียวขึ้น และห่างครั้งออกไป อาจเป็นเพียงวันละ 1-2 หน หรือเป็นวันเว้นวัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ถือว่าท้องผูก โดยให้ถือลักษณะของอุจจาระเป็นเกณฑ์สำคัญ คือ ในรายที่ท้องผูก อุจจาระจะเป็นก้อนแข็ง หรือเป็นเม็ดๆ และบางครั้งจะเจ็บ บางครั้งมีเลือดสดติดมากับก้อนอุจจาระ แต่ถ้าลักษณะของอุจาระเป็นเนื้อนุ่มหรือเหนียว แม้เด็กจะทำท่าร้องหรือเบ่งบ้าง ก็ไม่เป็นปัญหา ไม่เรียกว่าท้องผูก เช่นกัน ในเรื่องท้องเสีย ถ้าถ่ายเป็นน้ำจู๊ดๆ แม้เพียงครั้ง หรือ สองครั้งก็ถือว่าท้องเสีย และรายที่มีอุจจาระเละมาก เป็นมูกๆ หรือมีมูกเลือดปน แม้จะไม่กี่ครั้งก็ถือเป็นท้องเสีย ซึ่งควรปรึกษาแพทย์
คุณอาจจะเก็บตัวอย่างอุจจาระสดใส่ในขวดพลาสติคหรือถุงพลาสติกสะอาด นำไปให้แพทย์ดูด้วยก็ได้ การนำผ้าอ้อมที่เปื้อนอุจจาระไปให้ดูบางครั้งอุจาระที่มีจะค่อนข้างแห้งไปหมดจนดูรายละเอียดไม่ได้มาก และอาจทำให้ไม่สามารถส่งตรวจเพิ่มเติมได้ ในบางครั้งอุจาระที่เป็นปกติจะไม่เป็นสีเหลืองแต่จะเป็นสีเขียวปนเทา เพราะเป็นสีของน้ำดีหรือธาตุเหล็กในนมที่คลุกเคล้าอยู่ในอุจจาระ และขึ้นกับความถี่บ่อยของการถ่าย และชนิดของนมที่ใช้ด้วย นมผสมบางยี่ห้อจะทำให้อุจจาระมีสีค่อนข้างเข้มได้บ่อย และบางครั้งอุจาระจะมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรง ซึ่งไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด
กังวลว่าลูกร้องกวนมาก
เป็นเรื่องปกติที่ทารกจะร้องค่อนข้างบ่อยในช่วงเดือนแรกๆ เพราะการร้องเป็นวิธีเดียวที่ลูกจะใช้ในการสื่อสารกับคุณแม่ เพื่อบอกว่าเขาต้องการคุณแม่นะ แต่จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม คุณแม่ก็จะค่อยๆเรียนรู้เองว่า ลักษณะการร้องแบบนี้... สงสัยเดี๋ยวจะอึแน่........ ร้องแบบนี้...ท่าจะหิว......... ร้องแบบนี้...อยากให้อุ้ม ฯลฯ แต่ก็มีบางครั้งที่พบว่าเด็กจะร้องกวนโยเยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะทำอะไรๆให้ก็ไม่ถูกใจ ไม่ยอมหยุดร้อง และมักจะเป็นค่อนข้างบ่อยในเวลาตอนเย็น ร้องไปนานประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็จะเหนื่อยหลับไปเอง บางครั้งก็ดูเหมือนท้องอืดๆ มีลม ... กรณีเช่นนี้ก็คือการร้อง 3 เดือน หรือที่รู้จักกันในนาม โคลิก (colic) ซึ่งยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุ อาการโคลิกนี้จะหายไปเองในช่วงอายุประมาณ 3-4 เดือน
ถ้าคุณแม่กังวล ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งแพทย์ อาจจะมีการให้ยาขับลมเพื่อลดแกสในกระเพาะ ถ้ายังไม่ดีขึ้นบางครั้งอาจลองเปลี่ยนนมเป็นนมที่ทำให้มีแกสน้อย เช่น นมที่ไม่มีสารแลคโตส หรือในบางรายถ้านึกถึงกรณีแพ้นมวัว ก็ใช้นมสูตรพิเศษสำหรับลดปัญหาการแพ้นมวัว ที่เรียกว่า hypoallergenic formula หรือ นมถั่วเหลืองสำหรับทารกให้ลองใช้ดู ซึ่งทารกส่วนใหญ่มักจะมีอาการดีขึ้นและคลี่คลายปัญหาการร้องกวนไปในที่สุด แต่ก็ยังจะมีไม่กี่รายที่เป็นโคลิกตัวจริง ที่จะร้องกวนมากๆ ต่อไป
การเสริมพัฒนาการเด็ก
การเสริม พัฒนาการเด็ก 0-3 เดือน
การเสริม พัฒนาการเด็ก 0-3 เดือนแม้ว่าเด็กในวัยนี้ จะมี พัฒนาการ อย่างช้าๆ แต่ก้อ มีความสำคัญ อย่างมาก นะคะ เพราะการส่งเสริมพัฒนาการ จะเป็น การสร้างพื้นฐาน ที่ดีให้กับเด็ก ในช่วงต่อๆไปค่ะ
1.การเสริม พัฒนาการ ด้านร่างกายในช่วงนี้ เด็ก ควรจะทาน น้ำนมแม่ จะดีที่สุด เพราะ ทารกทั่วไป จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ประมาณเดือนละหนึ่งกิโลกรัม ในช่วงสองเดือนแรก และ จะเพิ่มขึ้น เดือนละ 0.5 กิโลกรัมในเดือน ต่อๆไปควรสังเกตว่า ลูกได้รับน้ำนม เพียงพอหรือไม่ โดยสังเกตจาก น้ำหนัก ว่าขึ้นตามเกณฑ์หรือไม่ การปัสสาวะ 3-5 ครั้งต่อวัน ความยาว ของตัวเด็ก เพิ่มประมาณ 3.5 ซม.ต่อเดือน และสังเกต ดูว่า เด็ก มีอารมณ์ดี สดชื่น แจ่มใส ประกอบด้วยค่ะ สำหรับ คุณแม่ ที่ไม่สามารถ ให้นมลูก ได้ด้วยตัวเอง ควร เลือกนม ที่มีส่วนประกอบ ใกล้เคียง น้ำนมแม่ มากที่สุดค่ะ2.การ เสริมพัฒนาการ ด้านการเคลื่อนไหวเนื่องจาก เด็กในช่วงนี้ จะพัฒนา ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อคอ เช่นการผงกศีรษะ การชันคอ การหันซ้ายขวาในท่าการนอนคว่ำ ดังนั้น ควรส่งเสริม พัฒนาการ เช่น การอุ้มพาดบ่า ในท่าคว่ำหน้า ทำให้เพิ่ม พัฒนาการของ กล้ามเนื้อคอและหลัง การยื่นหน้า ของ คุณแม่ คุณพ่อ เข้าไปใกล้ๆ ระยะประมาณหนึ่งฟุต เมื่อ เด็กนอนคว่ำ พร้อมส่งเสียง พูดคุยและ ขยับใบหน้าไปมา ซ้ายขวา บนล่าง เพื่อให้ ลูกน้อย ของเรามองตาม หรือ ผงกศีรษะ การให้ ลูก นอนคว่ำ ไม่ควร หนุนหมอน และเลือก ที่นอน ที่ไม่นุ่มจนเกินไปการแขวน โมบาย สีสันสดใส หรือวาง ของเล่นที่มีขนาดใหญ่ ในระยะ 8-14 นิ้ว หรือขยับไปมา ก็จะทำให้ ลูกน้อยของคุณ สามารถมองตาม และ ขยับกล้ามเนื้อ เพื่อความแข็งแรง เช่นกัน3.การ ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านภาษาจากเดิม ที่มีการ ส่งเสียงร้อง เพียงอย่างเดียว ในช่วงแรก ทารก จะสามารถ ส่งเสียง อ้อแอ้ ตอบโต้การพูดคุยของ คุณพ่อ คุณแม่ ได้ ดังนั้นจึงควร ส่งเสริมด้วย การพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น "หิวหรือยังจ๊ะ" "ไปอาบน้ำกันนะจ๊ะ" "ได้เวลาทานนมแล้วจ้า" เป็นต้น4.การส่งเสริม พัฒนาการด้านสังคมทารก จะมีพัฒนาการ จากเดิมที่ไม่มองหน้า ไม่จ้องหน้า หรือ สบตาคุณพ่อ คุณแม่ โดยจะเริ่ม จ้องมองหน้า สบตา หรือยิ้มตอบได้ รวมถึง การส่งเสียงอ้อแอ้ ในขณะที่มีการพูดคุย หรือร่วมกิจกรรมต่างๆด้วยกัน โดยจะใช้ เสียงร้อง เพื่อบ่งบอก ความต้องการด้วย เช่น หิว ปวด ไม่สบายตัว ง่วง เป็นต้น ดังนั้น ควรพูดคุย ส่งเสียงหรือ เล่นกับลูก โดยยื่นหน้าเข้าไปในระยะ 8-14 นิ้ว ขณะที่ ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เพื่อให้ เด็กทารก มีปฎิกิริยา ตอบโต้และส่งเสริม พัฒนาการทางสังคม มากขึ้น
พัฒนาการเด็ก 3-6 เดือน
การเสริม พัฒนาการเด็ก 3-6 เดือน
เด็กในวัยนี้ จะมีพัฒนาการ อย่างรวดเร็ว และมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นและจะซนมากขึ้นด้วย ดังนั้น การส่งเสริมพัฒนาการ ด้านต่างๆควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ 1.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านร่างกายในช่วงนี้ เด็ก จะยังคงทาน น้ำนม เป็นอาหารหลัก และควรเป็น น้ำนมแม่ จะดีที่สุด คุณแม่ที่มีสุขภาพดี แข็งแรง อาจจะให้น้ำนมได้ถึง 6 เดือน ทารก จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ประมาณเดือนละ 0.5 กิโลกรัม ความยาว ของตัวเด็ก เพิ่มประมาณ 2 ซม.ต่อเดือน ควรเริ่มให้อาหารเสริมตามวัย ทดแทนนม 1 มื้อเมื่ออายุ 4 เดือน และพยายามงดการให้นมในมื้อดึก เมื่อเด็กมีอายุ 4 เดือนขึ้นไป2.การ ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านการเคลื่อนไหวเด็กในช่วงนี้ จะพัฒนา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้วยการพลิกคว่ำ พลิกหงาย ไขว่คว้า สิ่งของต่างๆและการมองเห็นได้ ในระยะที่ไกลขึ้น ดังนั้น ควรส่งเสริม พัฒนาการ เช่น การเล่นกับลูกด้วยของเล่นชิ้นโปรด เพื่อให้ลูกได้พยายามพลิกคว่ำ พลิกหงาย โดยหา ของเล่น ที่เขย่าแล้วมีเสียง เล่นกับลูก ฝึกให้มีการเอื้อม ไขว่คว้า เขย่า เปลี่ยนมือ ถือของ จัดหาของเล่น ที่ปลอดภัยและมีผิวสัมผัสต่างๆกัน เช่น ไม้ พลาสติก ผ้า ยาง เป็นต้น เด็กจะมองเห็น สิ่งที่เคลื่อนไหว และวัตถุที่มีสีสันสดใส หรือของเล่น ได้ในระยะที่ไกล ขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้เคียงผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 6 เดือน นอกจากนี้ ถ้าจับเด็กนั่ง เด็ก จะยกศีรษะตั้งตรงได้ และนั่งพิงได้นานขึ้น เมื่ออุ้มในท่ายืน จะชอบเอาเท้ายันพื้นและกระโดดไปมา สามารถใช้มือประคองขวดนมได้ สำรวจสิ่งของต่างๆ ด้วยการหยิบเข้าปาก ดังนั้นควรจัดสิ่งแวดล้อม ภายในบ้านให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวของลูก ไม่วางสิ่งของเกะกะ จนเป็นอันตรายต่อลูก3.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านภาษาเด็กจะสามารถ ส่งเสียง หัวเราะ หันตามเสียงเรียกของ คุณพ่อ คุณแม่ ได้ ดังนั้นจึงควร ส่งเสริม ด้วยการพูดคุย กับลูกโดยใช้ภาษา สั้นๆ ง่ายๆ และน้ำเสียงสูงต่ำ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ4.การส่งเสริม พัฒนาการด้านสังคมเด็กจะมีพัฒนาการ จำพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูได้ เมื่ออายุประมาณ 5 เดือน เริ่มแยกแยะคนแปลกหน้าได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน รวมถึงการจดจำชื่อของตัวเองได้ และหันตามเสียงเรียกชื่อของตัวเอง ดังนั้นพ่อแม่ ควรเรียกชื่อลูกบ่อยๆ พูดคุย เล่น หรือ ร้องเพลงกับลูก อาจ อุ้มลูก นั่งตักและอ่าน หนังสือภาพ นิทาน ให้ลูกฟัง ควรหาโอกาสให้ลูกได้พบปะคนแปลกหน้า ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง รวมถึงให้ลูกฟัง เพลง ดนตรี เสียงอื่นๆ เช่น เสียงสัตว์ ต่างๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ถึง ความแตกต่าง โดยเด็กจะตอบสนอง ด้วยอาการต่างๆผ่านทางสีหน้า เช่นดีใจ ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ กลัว โกรธ เป็นต้น
พัฒนาการเด็ก 6-9 เดือน
การส่งเสริม พัฒนาการเด็ก 6-9 เดือน
เด็กในวัยนี้ จะมีพัฒนาการ ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวตัว การใช้มือ อะไรๆก็ดูน่าตื่นเต้นสำหรับลูกน้อยไปหมดค่ะ ดังนั้น การส่งเสริมพัฒนาการ ด้านต่างๆควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ 1.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านร่างกายในช่วงนี้ เด็ก จะยังคงทาน น้ำนมเป็นอาหารหลัก จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ประมาณเดือนละ 0.5 กิโลกรัม ความยาว ของตัวเด็ก เพิ่มประมาณ 1.5ซม.ต่อเดือน ควรให้อาหารเสริมตามวัย ทดแทนนม 1 มื้อและเพิ่มเป็น 2 มื้อเมื่ออายุ 7 เดือน 2.การ ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านการเคลื่อนไหวเด็กในช่วงนี้ จะนั่งเองได้ชั่วครู่ ยืนได้ถ้ามีคนพยุง บางคนจะเริ่มคลานเมื่ออายุ 8 เดือนดังนั้น ควรส่งเสริม พัฒนาการ เช่น การเล่นกับลูกโดยจับลูกยืนแล้วโยกไปมาตามจังหวะ เพราะเด็กช่วงนี้จะชอบเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ อาจกระตุ้นให้ลูกเคลื่อนไหวโดยใช้ของเล่น หรือ ชวนลูกเล่นขี่ม้า บิน เหาะ เด็กจะชอบมากค่ะ นอกจากนี้ควรให้ลูกหัดดื่มนมจากถ้วยเมื่ออายุ 9 เดือน ให้ลูกหยิบจับของเล่นที่มีลักษณะหลากหลาย เช่น มีเสียง ของเล่นผ้า ของเล่นไม้ เพื่อช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อ ของลูกค่ะ3.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านภาษาเด็กจะสามารถ ส่งเสียงซ้ำๆ เช่น หม่ำๆ ปาปา ดังนั้นจึงควร ส่งเสริม ด้วยการพูดคุย กับลูก ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อ่านหนังสือ ให้ลูกฟัง4.การส่งเสริม พัฒนาการด้านสังคมเด็กจะแยกแยะคนแปลกหน้าได้ เป็นนักสำรวจชอบค้นหาสิ่งของที่ซ่อนไว้ และจะหยุดชั่วขณะ เมื่อได้ยิน คำว่า ไม่ หรือ อย่า เข้าใจสีหน้า ท่าทางทีเห็นเป็นประจำ ดังนั้นพ่อแม่ ควรจะฝึกให้ลูกเล่นกับคนอื่นบ้าง ซ่อนของแล้วให้ลูกหา พูดว่าอย่า หรือ ไม่ พร้อมกับส่ายหน้าเพื่อให้ลูกเข้าใจท่าทาง พูดคุยกับลูกในสิ่งที่ลูกกำลังสนใจ
การส่งเสริม พัฒนาการเด็ก 9-12 เดือน
ตอนนี้ลูกน้อยจะรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นแล้ว เริ่มมีความคิดเป็นของตนเอง และรู้จักการปฏิเสธมากขึ้นการส่งเสริมพัฒนาการ ด้านต่างๆควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ 1.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านร่างกายในช่วงนี้ เด็ก จะยังคงทาน น้ำนมเป็นอาหารหลัก ให้อาหารเสริมตามวัย 2 มื้อ จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ประมาณเดือนละ 0.5 กิโลกรัม ความยาว เพิ่มประมาณ 1.2ซม.ต่อเดือน 2.การ ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านการเคลื่อนไหวเด็กในช่วงนี้ จะเริ่มตั้งไข่ และเกาะเดินได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควร ส่งเสริม พัฒนาการ โดยการจูงมือลูกเดินเล่นบ่อยๆ วางของเล่นไว้บนโซฟาให้ลูกเกาะเดินไปหยิบ หรืออาจจะให้ลูกหัดเดินเข้าหาในระยะใกล้ๆค่ะ ส่วนพัฒนาการการใช้มือเด็กจะเริ่มใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับของชิ้นเล็กๆ ได้ ใช้มือข้างหนึ่งถือของส่วนอีกมือทำอย่างอื่นได้ ควรส่งเสริม พัฒนาการโดยหัดให้ลูกจับช้อนส้อมเอง3.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านภาษาเด็กจะสามารถ พูดและเข้าใจคำสั้นๆได้เมื่ออายุประมาณ 1ขวบ และเข้าใจการสื่อสารด้วยท่าทาง เช่น ส่งจูบ ชี้เมื่อต้องการ ส่ายหัวเมื่อไม่ต้องการเป็นต้น ดังนั้นจึงควร ส่งเสริม ด้วยการพูดคุย กับลูกบ่อยๆ และชี้ชวนให้ดูสิ่งต่างๆรอบตัว 4.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านสังคมเด็กจะแสดงอาการพอใจด้วยการตบมือ เลียนแบบสีหน้า ท่าทางได้ ควร ส่งเสริมด้วยการ เล่นจ๊ะเอ๋ หรือซ่อนของ ให้ลูกเล่นกับเด็กอื่น หรือพบปะผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง
ลักษณะทารกแรกคลอด
ลักษณะของทารกแรกคลอด
ทารกแรกคลอดส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักระหว่าง 2.5 - 4.5 กก. และมีความยาวตั้งแต่ 48 - 51 ซม. ลักษณะของทารกแรกคลอดมีดังนี้
1. ศีรษะ ทารกแรกคลอดจะมีศีรษะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ดูผิดรูป ทั้งนี้เพราะขณะที่ลูกค่อยๆ เคลื่อนมาตามช่องคลอด หัวจะค่อยๆ ถูกบีบไปตามลักษณะช่องคลอด บางครั้งหัวด้านข้างของลูกอาจดูบวม เพราะถูกกด อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อสมอง และจะยุบหายไปเองในเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนบนของศีรษะลูกที่คลำดูนิ่มๆ เรียกว่ากระหม่อมหน้า (Anterior fontanelle) เป็นส่วนที่กะโหลกยังประสานกันไม่หมด จะค่อยๆ ปิดสนิทเมื่อลูกอายุ 18 เดือน บางทีคุณอาจสังเกตเห็นส่วนนี้เต้นตุบๆ เมื่อลูกหายใจ
2. ผิวหนังทารกแรกคลอดส่วนใหญ่จะมีไขเคลือบผิว เพื่อช่วยหล่อลื่นเวลาไหลเคลื่อนผ่านช่องคลอด และช่วยป้องกันการติดเชื้อทางผิวหนังได้ ไขนี้จะหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติในเวลา 1 - 2 วัน จุดและผื่นต่างๆ จะพบได้ตามปรกติ และจะค่อยๆ จางหายไปจนกลืนไปกับผิวส่วนอื่นหนังลอก หนังบริเวณมือและเท้าจะลอกออกไปใน 2 - 3 วันขนอ่อนตามตัว (Lanugo) ซึ่งปกคลุมร่างกายลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง พบมากเป็นพิเศษในทารกคลอดก่อนกำหนด จะค่อยๆ หลุดลอก ออกไปเองภายในเวลา 2 สัปดาห์ และขนที่แท้จริงจะงอกขึ้นมาแทนที่ปาน เมื่อคุณแม่พินิจพิจารณาดูลูกอย่างใกล้ชิด คุณจะเห็นปาน ตามตัวของลูกมีลักษณะต่างๆ ซึ่งส่วนมากเกิดจากกลุ่มเลือด ฝอยใต้ผิวหนัง ไม่จำเป็นต้องรักษาแต่อย่างใด เพราะปรกติ แล้วจะหายไปเองปาน, ปานแดง: เป็นรอยปื้นสีชมพูจางๆ หรือแดง พบบ่อยที่บริเวณจมูก, เปลือกตา และต้นคอด้านหลัง จะจางหายไปในราว 1 ปีปานสตรอเบอรี่ (Strawberry marks): จะมีสีแดงคล้ำ บางครั้งปรากฏขึ้น 2 - 3 วันหลังคลอด จะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขวบปีแรก แล้วจะจางหายไปเมื่ออายุราว 5 ขวบปานพอร์ตไวน์สเตน (Port wine stain): เป็นปานแดงชนิดถาวร มีลักษณะเป็นปื้นขนาดใหญ่ มักพบบริเวณหน้าและลำคอของทารก หากมีข้อสงสัย, กังวลเกี่ยวกับปานชนิดนี้ ควรปรึกษาแพทย์ปานมองโกเลีย (Mongolian spot): มักจะพบในทารกที่มีสีผิวคล้ำ เช่นททารกผิวดำ, ทารกเอเชีย มักเป็นบริเวณก้น หรือบริเวณหลัง ส่วนล่างของทารก อาจดูเหมือนรอยเขียวช้ำ ไม่มีอันตรายใดๆ และจะจางหายไปในที่สุด
3. เต้านมบ่อยทีเดียวที่พบทารกมีเต้านมไม่ว่าหญิงหรือชายดูโตกว่าปรกติ และอาจมีน้ำนมไหลออกมาด้วย เนื่องจากฮอร์โมนจากแม่ผ่าน ไปสู่ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และยังมีผลต่อลูกอยู่ในช่วงหลังคลอดนี้ อย่าบีบน้ำนมจากเต้านมของลูกเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการ อักเสบจนเป็นฝีได้ เต้านมจะยุบไปเองในไม่ช้า
4. สายสะดือสายสะดือจะเหี่ยว, แห้งและหลุดออกไปเอง ประมาณ 10 วัน หลังคลอด ควรเปิดสะดือให้แห้ง จะสะอาดและหลุดง่าย
5. อวัยวะเพศทารกชาย หากคลอดครบกำหนด ลูกอัณฑะมักจะลงมา ในถุงอัณฑะตั้งแต่แรกคลอดอยู่แล้ว ถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์ ทารกหญิง อาจมีสีคล้ำ บวมเล็กน้อย บางคนมีมูกคล้ายตกขาว บางคนมีเลือดออกทางช่องคลอดคล้ายๆ ประจำเดือนเมื่ออายุ 2 - 3 วัน เป็นเพราะฮอร์โมนจากคุณแม่ที่ผ่านสายรก (พร้อมฮอร์โมนที่ทำให้เต้านมโต) และจะหายไปเองในเวลา 1 - 2 สัปดาห์
6. มือและเท้าปลายมือปลายเท้าของทารกแรกเกิดอาจมีสีเขียวคล้ำ เนื่องจากเลือดยังไหลเวียนไม่ดี และมักมีเล็บยาว ทำให้ขีดข่วนหน้า ควรเล็มออกเล็กน้อย ยามลูกนอนหลับ หากจะสวมถุงมือถุงเท้าให้ลูก ต้องสำรวจดูด้านในของถุงมือ ถุงเท้าเสียก่อนว่า ไม่มีเส้นด้ายรุ่งริ่ง เพราะอาจไปรัดนิ้วของลูกได้ ผิวบางส่วนอาจดูแห้งและหลุดลอก ซึ่งจะหายไปเองในเวลาไม่กี่วัน
7. การหายใจทารกแรกเกิดมักจะหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนผู้ใหญ่ คือจะหายใจเป็นพักๆ และหยุดเป็นพักๆ ได้ อัตราการหายใจของเด็กแรกเกิด จะเท่ากับ 20 - 60 ครั้งต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าผู้ใหญ่ปรกติ
8. อุจจาระทารกแรกเกิดส่วนมากจะถ่ายภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่า "ขี้เทา" (Meconium) มีลักษณะเหนียวๆ สีเขียวดำ วันต่อมาจะมีสีจางลง วันที่ 3 - 4 จะมีสีเหลือง ดูเหลว เด็กที่กินนมแม่จะมีอุจจาระสีเหลืองทอง ถ้าทานนมขวดจะเป็นก้อน อาจถ่ายยากสักนิดเมื่อเทียบ กับเด็กที่กินนมแม่ ปรกติทารกแรกเกิดจะถ่ายบ่อย วันละ 3 - 5 ครั้ง ซึ่งไม่ถือว่าท้องเสีย หรือท้องเดินตัวเหลือง (Jaundice)อาการตัวเหลืองจะปรากฏขึ้นในวันที่ 3 หลังคลอด ที่นัยน์ตาขาวก็อาจมีสีเหลืองด้วย แต่เหลืองไม่มาก และจะค่อยๆ จางหายไปในเวลา 6 - 7 วัน จนหายไป เมื่อเด็กอายุได้ 1 - 3 สัปดาห์ ถ้าเหลืองจัดหรือมีอาการ ตัวเหลืองนาน ควรรีบปรึกษาแพทย์
ทารกแรกคลอดส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักระหว่าง 2.5 - 4.5 กก. และมีความยาวตั้งแต่ 48 - 51 ซม. ลักษณะของทารกแรกคลอดมีดังนี้
1. ศีรษะ ทารกแรกคลอดจะมีศีรษะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ดูผิดรูป ทั้งนี้เพราะขณะที่ลูกค่อยๆ เคลื่อนมาตามช่องคลอด หัวจะค่อยๆ ถูกบีบไปตามลักษณะช่องคลอด บางครั้งหัวด้านข้างของลูกอาจดูบวม เพราะถูกกด อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อสมอง และจะยุบหายไปเองในเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนบนของศีรษะลูกที่คลำดูนิ่มๆ เรียกว่ากระหม่อมหน้า (Anterior fontanelle) เป็นส่วนที่กะโหลกยังประสานกันไม่หมด จะค่อยๆ ปิดสนิทเมื่อลูกอายุ 18 เดือน บางทีคุณอาจสังเกตเห็นส่วนนี้เต้นตุบๆ เมื่อลูกหายใจ
2. ผิวหนังทารกแรกคลอดส่วนใหญ่จะมีไขเคลือบผิว เพื่อช่วยหล่อลื่นเวลาไหลเคลื่อนผ่านช่องคลอด และช่วยป้องกันการติดเชื้อทางผิวหนังได้ ไขนี้จะหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติในเวลา 1 - 2 วัน จุดและผื่นต่างๆ จะพบได้ตามปรกติ และจะค่อยๆ จางหายไปจนกลืนไปกับผิวส่วนอื่นหนังลอก หนังบริเวณมือและเท้าจะลอกออกไปใน 2 - 3 วันขนอ่อนตามตัว (Lanugo) ซึ่งปกคลุมร่างกายลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง พบมากเป็นพิเศษในทารกคลอดก่อนกำหนด จะค่อยๆ หลุดลอก ออกไปเองภายในเวลา 2 สัปดาห์ และขนที่แท้จริงจะงอกขึ้นมาแทนที่ปาน เมื่อคุณแม่พินิจพิจารณาดูลูกอย่างใกล้ชิด คุณจะเห็นปาน ตามตัวของลูกมีลักษณะต่างๆ ซึ่งส่วนมากเกิดจากกลุ่มเลือด ฝอยใต้ผิวหนัง ไม่จำเป็นต้องรักษาแต่อย่างใด เพราะปรกติ แล้วจะหายไปเองปาน, ปานแดง: เป็นรอยปื้นสีชมพูจางๆ หรือแดง พบบ่อยที่บริเวณจมูก, เปลือกตา และต้นคอด้านหลัง จะจางหายไปในราว 1 ปีปานสตรอเบอรี่ (Strawberry marks): จะมีสีแดงคล้ำ บางครั้งปรากฏขึ้น 2 - 3 วันหลังคลอด จะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขวบปีแรก แล้วจะจางหายไปเมื่ออายุราว 5 ขวบปานพอร์ตไวน์สเตน (Port wine stain): เป็นปานแดงชนิดถาวร มีลักษณะเป็นปื้นขนาดใหญ่ มักพบบริเวณหน้าและลำคอของทารก หากมีข้อสงสัย, กังวลเกี่ยวกับปานชนิดนี้ ควรปรึกษาแพทย์ปานมองโกเลีย (Mongolian spot): มักจะพบในทารกที่มีสีผิวคล้ำ เช่นททารกผิวดำ, ทารกเอเชีย มักเป็นบริเวณก้น หรือบริเวณหลัง ส่วนล่างของทารก อาจดูเหมือนรอยเขียวช้ำ ไม่มีอันตรายใดๆ และจะจางหายไปในที่สุด
3. เต้านมบ่อยทีเดียวที่พบทารกมีเต้านมไม่ว่าหญิงหรือชายดูโตกว่าปรกติ และอาจมีน้ำนมไหลออกมาด้วย เนื่องจากฮอร์โมนจากแม่ผ่าน ไปสู่ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และยังมีผลต่อลูกอยู่ในช่วงหลังคลอดนี้ อย่าบีบน้ำนมจากเต้านมของลูกเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการ อักเสบจนเป็นฝีได้ เต้านมจะยุบไปเองในไม่ช้า
4. สายสะดือสายสะดือจะเหี่ยว, แห้งและหลุดออกไปเอง ประมาณ 10 วัน หลังคลอด ควรเปิดสะดือให้แห้ง จะสะอาดและหลุดง่าย
5. อวัยวะเพศทารกชาย หากคลอดครบกำหนด ลูกอัณฑะมักจะลงมา ในถุงอัณฑะตั้งแต่แรกคลอดอยู่แล้ว ถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์ ทารกหญิง อาจมีสีคล้ำ บวมเล็กน้อย บางคนมีมูกคล้ายตกขาว บางคนมีเลือดออกทางช่องคลอดคล้ายๆ ประจำเดือนเมื่ออายุ 2 - 3 วัน เป็นเพราะฮอร์โมนจากคุณแม่ที่ผ่านสายรก (พร้อมฮอร์โมนที่ทำให้เต้านมโต) และจะหายไปเองในเวลา 1 - 2 สัปดาห์
6. มือและเท้าปลายมือปลายเท้าของทารกแรกเกิดอาจมีสีเขียวคล้ำ เนื่องจากเลือดยังไหลเวียนไม่ดี และมักมีเล็บยาว ทำให้ขีดข่วนหน้า ควรเล็มออกเล็กน้อย ยามลูกนอนหลับ หากจะสวมถุงมือถุงเท้าให้ลูก ต้องสำรวจดูด้านในของถุงมือ ถุงเท้าเสียก่อนว่า ไม่มีเส้นด้ายรุ่งริ่ง เพราะอาจไปรัดนิ้วของลูกได้ ผิวบางส่วนอาจดูแห้งและหลุดลอก ซึ่งจะหายไปเองในเวลาไม่กี่วัน
7. การหายใจทารกแรกเกิดมักจะหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนผู้ใหญ่ คือจะหายใจเป็นพักๆ และหยุดเป็นพักๆ ได้ อัตราการหายใจของเด็กแรกเกิด จะเท่ากับ 20 - 60 ครั้งต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าผู้ใหญ่ปรกติ
8. อุจจาระทารกแรกเกิดส่วนมากจะถ่ายภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่า "ขี้เทา" (Meconium) มีลักษณะเหนียวๆ สีเขียวดำ วันต่อมาจะมีสีจางลง วันที่ 3 - 4 จะมีสีเหลือง ดูเหลว เด็กที่กินนมแม่จะมีอุจจาระสีเหลืองทอง ถ้าทานนมขวดจะเป็นก้อน อาจถ่ายยากสักนิดเมื่อเทียบ กับเด็กที่กินนมแม่ ปรกติทารกแรกเกิดจะถ่ายบ่อย วันละ 3 - 5 ครั้ง ซึ่งไม่ถือว่าท้องเสีย หรือท้องเดินตัวเหลือง (Jaundice)อาการตัวเหลืองจะปรากฏขึ้นในวันที่ 3 หลังคลอด ที่นัยน์ตาขาวก็อาจมีสีเหลืองด้วย แต่เหลืองไม่มาก และจะค่อยๆ จางหายไปในเวลา 6 - 7 วัน จนหายไป เมื่อเด็กอายุได้ 1 - 3 สัปดาห์ ถ้าเหลืองจัดหรือมีอาการ ตัวเหลืองนาน ควรรีบปรึกษาแพทย์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)